สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ยอดการนำเข้าของไทยในเดือนเมษายนปีนี้ได้พุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ยอดขาดดุลการค้าของประเทศขยายตัวสู่ระดับสูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์ แม้ว่ายอดการส่งออกจะมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาถึง 22 เดือนติดต่อกันก็ตาม
TPPSO เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า การพุ่งสูงขึ้นของการนำเข้านั้นมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเร่งสั่งซื้อสินค้าประเภททุนและวัตถุดิบอย่างคึกคัก
ตามข้อมูลของ นายณันทพงศ์ เชิดชู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPPSO) ยอดการส่งออกประจำเดือนเมษายนมีมูลค่าแตะระดับ 31.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.02 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นการขยายตัวถึง 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และหากไม่นับรวมสินค้าประเภทน้ำมัน ทองคำ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร อัตราการเติบโตของการส่งออกจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยอยู่ที่ระดับ 25.7%
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ยอดการส่งออกพุ่งสูงขึ้นในครั้งนี้ ได้แก่ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ
มีรายงานว่าผู้ซื้อจากทั่วโลกได้เร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อสร้างหลักประกันรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมถึงเพื่อรับมือกับต้นทุนสินค้าที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ความต้องการสินค้าตามฤดูกาลสำหรับผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน เงาะ และลิ้นจี่ ก็ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษเช่นกัน
ในด้านการส่งออกจำแนกตามตลาดคู่ค้า พบว่าเกือบทุกตลาดมีการขยายตัวสอดคล้องกับการเติบโตของภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศเหล่านั้น โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 17%
ด้วยเหตุนี้ ยอดการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 จึงมีมูลค่ารวมสูงถึง 127.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการขยายตัว 18.9% และหากไม่นับรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และระบบอาวุธ ยอดการขยายตัวจะอยู่ที่ 19.1%
อย่างไรก็ตาม ยอดการนำเข้าในเดือนเมษายนกลับพุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้ายอดการส่งออก โดยทะยานขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 41.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
