คณะรัฐมนตรีมีมติในวันนี้ให้คงเพดานหนี้สาธารณะของไทยไว้ที่ระดับเดิมคือร้อยละ 70 ของ GDP แต่จะอนุญาตให้ยอดหนี้ของภาครัฐปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 68.03 ถึง 70 จากระดับร้อยละ 64.7 ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ตามข้อมูลจากรัฐบาล มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างสมดุลระหว่างการใช้กลไกทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับความจำเป็นในการรักษาวินัยทางการคลัง


เธอกล่าวว่า การปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะในครั้งนี้ ครอบคลุมถึงแผนการกู้ยืมเงินจำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบเชิงลบจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก รวมถึงการกู้ยืมระยะยาวเพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง


การปรับปรุงแผนดังกล่าวส่งผลให้ยอดการกู้ยืมของภาครัฐอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.2 ล้านล้านบาท เป็น 1.4 ล้านล้านบาท


ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยได้คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ระหว่าง 1.2% ถึง 1.6% โดยพิจารณาจากอัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสแรกที่ระดับ 2.8%


นางพิมใจ ลีวิวัฒน์เลิศ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในวันนี้ กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ หรือว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ


เธอยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้เศรษฐกิจจะมีการขยายตัวถึง 2.8% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสแรก แต่การเติบโตดังกล่าวกลับกระจุกตัวอยู่เพียงในบางภาคส่วน อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 12 ไตรมาส ในขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ กลับยังคงอยู่ในภาวะซบเซา